ซองรีโมทรถ หนังแท้

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด
    จอดรถกลางแดด ยกก้านปัดน้ำฝนช่วยยืดอายุยางจริงหรือ ?

    บ่อยครั้งที่มักได้ยินคำแนะนำให้ยกก้านที่ปัดน้ำฝนเวลาจอดรถกลางแดด รวมทั้งเห็นผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ปฎิบัติอย่างนี้
    แต่การยกก้านที่ปัดน้ำฝนจะช่วยยืดอายุยางปัดน้ำฝน แต่อาจส่งผลต่ออายุการใช้งานของสปริงยกก้านที่ปัดน้ำฝน

    การจอดรถยนต์ตากแดดนานๆ การยกที่ปัดน้ำฝน เพื่อไม่ให้ยางใบปัดสัมผัสแนบอยู่กับกระจกเสื่อมสภาพ
    จะช่วยให้ยางปัดน้ำฝนเสื่อมสภาพช้าลง แต่การยกก้านที่ปัดน้ำฝนบ่อยๆ และยกก้านที่ปัดน้ำฝนค้างไว้ครั้งละนานๆ
    จะส่งผลให้สปริงยกก้านที่ปัดน้ำฝนเกิดอาการล้าเร็ว อายุการใช้งานสั้นลง ทำให้แรงกดของใบปัดน้ำฝนกับกระจกหน้าลดลง
    ส่งผลต่อแรงปัดของก้านปัดน้ำฝน ทำให้ปัดน้ำฝนไม่เกลี้ยง หรือมีคราบน้ำเป็นเส้น ๆ ตามรอยโค้ง
    ซึ่งหากสปริงยกก้านที่ปัดน้ำฝนล้าค่าใช้จ่ายในการซ่อมจะสูงกว่าค่ายางที่ปัดน้ำฝนทั้งสองข้าง

    โดยปกติยางที่ปัดฝนมีคุณสมบัติทนต่อความร้อนได้ดี และที่ผิวกระจกไม่ได้มีความร้อนสูงมากมาย
    ไม่ว่าจะยกก้านหรือไม่ยกก้าน ยางปัดน้ำฝนก็จะเสื่อมสภาพไปตามธรรมชาติ และสาเหตุที่ยางปัดน้ำฝนเสื่อมเร็วกว่าปกติ
    ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากความร้อน แต่เกิดการใช้งานและการดูแลรักษามากกว่า


  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด

    การถนอมยางปัดน้ำฝนที่ดีที่สุดเมื่อต้องจอดรถยนต์ตากแดดกลางที่โล่งแจ้ง คือ ก่อนที่จะออกรถยนต์ออกหลังจาก
    จอดตากแดดทุกครั้งให้ยกก้านใบปัดน้ำฝนขึ้นมา แล้วนำผ้าหรือกระดาษเช็ดหน้านุ่ม ๆ เช็ดลูบเบา ๆ
    ตามความยาวของยางปัดน้ำฝน แล้วจึงไปเช็ดบนกระจกบริเวณที่ยางปัดน้ำฝนแนบอยู่ เพราะบริเวณนั้นจะมีเศษฝุ่นผงเล็ก ๆ
    ปลิวมาตกค้างอยู่บนกระจก หากไม่เช็ดออกเมื่อเปิดที่ปัดน้ำฝน ยางปัดน้ำฝนจะกวาดเอาเศษฝุ่นผงหรือเศษทรายเล็ก ๆ นั้น
    กดกับกระจกจนยางฉีกเป็นรอยทำให้การปัดน้ำฝนบนกระจกไม่เกลี้ยงได้

         และควรทำความสะอาดยางปัดน้ำฝนด้วยตนเองสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ด้วยการยกก้านปัดน้ำฝนขึ้นและใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดบิดหมาด
    เช็ดรูดไปตามความยาวของยางปัดน้ำฝนในทิศทางเดียว  หากพบร่องรอยการฉีกขาดหรือแข็งกรอบ ควรเปลี่ยนใหม่ทันที
    เพราะหากใช้ต่อไปจะทำให้ปัดน้ำฝนไม่สะอาด และทำให้เกิดเสียงดัง หรือสะดุดขณะปัด หรืออาจทำให้เกิดรอยขีดข่วนบน
    กระจกได้อีกด้วย
     
     
         หมายเหตุ : ยางปัดน้ำฝนมีอายุการใช้งานประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี

     

     

         ที่มา VoiceTV

     

  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด

    5 เทคนิคขับรถให้ปลอดภัยช่วงหน้าฝน

     เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการขับรถขณะฝนตกนั้น เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายกว่าพื้นถนนแห้ง
    มีคำแนะนำในการขับขี่ในช่วงหน้าฝนนี้มาฝากกันครับ

     1. ใช้ความเร็วและเว้นระยะให้เหมาะสม

         ไม่ควรใช้ความเร็วสูงขณะขับขี่ท่ามกลางสภาพฝนตก เพราะนอกจากทัศนวิสัยจะต่ำกว่าปกติแล้ว
    ในกรณีฉุกเฉินที่ต้องเบรกกะทันหัน การหยุดรถจนนิ่งสนิทจำเป็นต้องใช้ระยะทางเพิ่มขึ้นเช่นกัน
    ดังนั้นจึงควรใช้ความเร็วตามสภาพการจราจร และเว้นระยะห่างจากคันหน้าเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ

     

         2. เปิดไฟหน้ารถ

         การเปิดไฟหน้ารถขณะฝนตก นอกจากจะช่วยให้มองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ดียิ่งขึ้น ยังช่วยให้รถคันอื่นมองเห็นรถของคุณ
    ได้จากระยะไกลอีกด้วย ในกรณีที่ทัศนวิสัยแย่มาก ก็ควรใช้ไฟตัดหมอกควบคู่กันไปด้วย และปิดทันทีเมื่อสภาพฝนเบาบางลง

     

         3. เช็คสภาพยางรถยนต์

         ดอกยางถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนน ดังนั้น หากยางรถยนต์มีสภาพเก่า ดอกยางเหลือน้อย
    ก็ควรรีบเปลี่ยนทันทีเพื่อความปลอดภัย ซึ่งปกติแล้วดอกยางไม่ควรเหลือน้อยกว่า 2-3 มิลลิเมตร
    นอกจากนั้นยังควรเช็คลมยางให้เหมาะสม เพื่อให้หน้าสัมผัสระหว่างยางกับพื้นถนนแนบสนิทมากที่สุด


  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด

        4. อย่าประมาทฝนตกปอยๆ

         แม้ว่าฝนจะเพิ่งตกใหม่ๆหรือเพิ่งหยุดไปก็ตามที ถนนที่เปียกเพียงเล็กน้อยก็อาจก่อให้เกิดการลื่นไถลได้ ดังนั้นจึงควรใช้ความระมัดระวังและความเร็วที่เหมาะสมเช่นกัน อีกทั้งถนนบางสายอาจมีคราบน้ำมันเคลือบอยู่บนผิวถนน ซึ่งจะทำให้ถนนลื่นกว่าปกติด้วย

     

         5. ไม่ควรหยุดรถบนไหล่ทาง

         การหยุดรถบนไหล่ทางอาจก่อให้เกิดอันตรายจากรถที่ขับอยู่เลนซ้ายได้ เนื่องจากผู้ขับขี่ที่ใช้ความเร็วสามารถมองเห็นรถที่จอดอยู่ได้ลำบากขณะฝนตก ทางที่ดีควรค่อยๆ ขับต่อไปโดยใช้ช่องทางซ้าย

     

         ขอบคุณข้อมูลจาก Goodyear

  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด


    เทคนิค 5 ข้อจอดรถในวันทำบุญให้ปลอดภัย?

      ในช่วงวันสำคัญทางพุทธศาสนาแบบนี้ หลายคนต่างก็มีแผนเดินทางไปร่วมทำบุญตามวัดหรือสถานที่สำคัญต่างๆกันอย่างคับคั่ง
    หากใครขับรถไปก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอกับปัญหาการจอดรถ ไม่ว่าจะที่จอดเต็มบ้าง, รถแน่นจนเกิดเฉี่ยวชนกันบ้าง
    หรือซ้ำร้ายอาจโดนทุบกระจกฉกชิงของมีค่าไปก็ได้

       จึงขอแนะนำ 5 เทคนิคการจอดรถในวันสำคัญมาฝากกันครับ

         1. จอดรถในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ

         เข้าใจดีว่าลำพังแค่จะหาที่จอดรถว่างๆ ในช่วงกลางค่ำกลางคืนก็ลำบากพออยู่แล้ว แต่หากเลือกได้ก็ควรจอดรถในที่ที่มีแสงสว่าง
    เพียงพอ เพราะอย่างน้อยโอกาสเสี่ยงที่รถของคุณจะถูกทำมิดีมิร้ายก็มีน้อยกว่า เช่น การโจรกรรมหรือการถูกเชี่ยวชน เป็นต้น



         2. ไม่ทิ้งของมีค่าไว้ในรถ

         ไม่ว่ารถของคุณผู้อ่านจะติดฟิล์มกรองแสงดำมืดขนาดไหน ก็ไม่ควรทิ้งของมีค่าไว้บนเบาะหรือจุดที่เห็นได้ชัดเจนแม้แต่ใต้เบาะนั่ง
    เพราะหากโจรนำไฟฉายมาส่องก็สามารถมองเห็นภายในรถได้อย่างง่ายดาย ทางที่ดีควรเก็บของมีค่าไว้ในช่องเก็บของ
    หรือห้องเก็บสัมภาระท้ายรถไปเลยจะดีกว่า



         3. ดูให้แน่ใจว่าไม่จอดขวางใคร

         หลังจากได้ที่จอดรถแล้ว ควรตรวจสอบให้ดีว่าไม่ได้จอดรถขวางทางเข้า-ออกรถคันอื่น เพราะบางครั้งเห็นที่จอดรถว่างๆ
    แต่แท้จริงแล้วอาจเป็นทางสำหรับรถผ่านก็ได้ เนื่องจากที่จอดรถบางแห่งไม่มีเส้นแบ่งถนนชัดเจนตายตัว
    จึงควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

    แต่หากจำเป็นต้องจอดขวาง ก็อย่าลืมปลดเกียร์ว่าง ไม่ดึงเบรกมือ เพื่อให้คนอื่นสามารถเข็นได้ยามจำเป็น
    มิเช่นนั้นหากถูกมือดีฝากรอยแผลทิ้งไว้ จะหาว่าไม่เตือน!




  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด
    4. จอดไกลหน่อยถือว่าได้ออกกำลังกาย

         แน่นอนว่าใครก็อยากจอดรถใกล้กับสถานที่ที่กำลังจะไปให้มากที่สุด ซึ่งก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญความแออัดของที่จอดรถด้วยเช่นกัน ทางที่ดีหากสามารถนำรถไปจอดไกลหน่อย แต่ได้ที่จอดปลอดภัย สะดวกสบาย ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดี แถมยังได้สุขภาพที่ดีจากการเดินอีกด้วย



         5. ไม่จอดรถในที่ห้ามจอด

         ควรพึงระลึกเสมอว่าจะต้องปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการจอดรถในที่ห้ามจอด เนื่องจากอาจกีดขวางการจราจร ส่งผลให้การจราจรติดขัดได้ แบบนี้ไม่รู้จะได้บุญหรือเปล่านะเออ



     

     

  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด

    รถพีพีวีดัมพ์ราคาแย่งกำลังซื้อ

    5 ยักษ์ใหญ่ค่ายรถเปิดศึกพีพีวี งัดกลยุทธ์ราคาสู้ ปลุกกำลังซื้อ ปลายปีคึกรอบใหม่ก่อนปรับภาษี

    นายจรวย ขันมณี ประธานกรรมการบริหารบริษัท ยานยนต์ สแควร์ กรุ๊ป ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการจัดงาน บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล แกรนด์ มอเตอร์ เซลส์ 2015 (บิ๊กมอเตอร์เซลส์) เปิดเผยว่า ขณะนี้ตลาดกระบะดัดแปลง (พีพีวี)เป็นตลาดที่น่าจับตามองมากที่สุด
    เนื่องจาก 5 บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ส่งรถพีพีวีลงสู่ตลาดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ได้แก่ เชฟโรเลตเทรลเบเซอร์, อีซูซุ มิว-เอ็กซ์,
    ฟอร์ด เอเวอร์เรสต์ ใหม่, โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ใหม่ และล่าสุดมิตซูบิชิ ปาเจโรสปอร์ต ใหม่

    ทั้งนี้ จากการประเมินคาดว่าเป็นเพราะตลาดรถพีพีวี เป็นตลาดที่เจาะกลุ่มคนกำลังซื้อสูง ซึ่งได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจไม่มากนัก
    จึงมีความเป็นไปได้ว่าค่ายรถยนรายใหญ่จึงหันมาให้ความสำคัญกับตลาดนี้ แต่ทุกค่ายก็ต้องแข่งขันกันอย่างดุเดือดโดยเฉพาะค่ายที่
    เพิ่งเปิดตัวล่าสุดงัดกลยุทธ์ราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งเป็นหนึ่งในจุดขายที่จะดึงดูดความสนใจกลุ่มเป้าหมาย


    นายเทะสึโระ อาอิคาวะ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า
    เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2558 ที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดตัวมิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ตใหม่ในไทยเป็นครั้งแรกของโลก ราคาเริ่มต้นที่ 1.138-1.450 ล้านบาท โดยตั้งเป้ายอดขายรุ่นนี้ในไทยอยู่ที่ 7,000 คัน และคาดว่าจะส่งมอบได้ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2558 จนกระทั่งถึงมี.ค. 2559
    และจะเริ่มส่งออกได้ในช่วงปลายปีนี้ไปยังออสเตรเลีย, อาเซียน, ตะวันออกกลาง, แอฟริกา, อเมริกาเหนือ และ รัสเซีย

    นอกจากนี้ ยังมองว่าภาพรวมตลาดรถยนต์ครึ่งปีหลังจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นบ้าง แต่ยังไม่ได้รับสัญญาณบวกที่แน่ชัด
    แต่หวังว่าการเปิดตัวรถยนต์รุ่นดังกล่าว จะช่วยกระตุ้นตลาดให้มีความคึกคักมากขึ้น.... อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/auto/news/379673


  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด
    5 ทริค ขับรถยามราตรี จำไว้ให้ดีเพราะมันช่วยคุณได้

    เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ดูเหมือนจะมีข่าวคราวไม่สู้ดีเกี่ยวกับท้องถนนออกมาพอสมควร โดยเฉพาะอุบัติเหตุ
    ที่หนึ่งในนั้นเกิดจากความประมาทของผู้ขับขี่ และน่าจะประกอบกับประสบการณ์ที่ยังไม่มากในการขับขี่ทำให้เป็นเรื่องร้ายแรง
    จนเรานึกถึงว่าน่าจะมีอีกหลายคนที่ยังด้อยประสบการณ์และความรู้ในการขับขี่นั้นน่าจะช่วยได้ไม่มากก็น้อย

    หลายคนที่เคยขับรถยนต์คงจะไม่ค่อยชอบใจนักกับการขับรถในยามค่ำคืนโดยเฉพาะในยามดึกสงัด
    เงียบสงบที่อาจจะชวนจิตหลอนได้ระหว่างทางแต่ถ้าคุณจะขับรถในยามค่ำคืน มันก็ไม่ใช่เรื่องยาก
    และเรามีเทคนิคที่ช่วยให้คุณขับรถในยามราตรีได้อย่างปลอดภัย

    01 รู้สถานะตัวเองก่อนขับ



    เราไม่ได้บอกให้คุณตั้ง Status แต่การรู้ว่าเรากำลังเป็นอย่างไรก่อนขึ้นขับรถในยามค่ำคืนนั้นคือเรื่องสำคัญ โดยมาก
    สิ่งที่เลี่ยงได้ยากสำหรับการขับรถในยามค่ำคืน คือการเหนื่อยล้า บรรยากาศที่เงียบสงบนั้นชวนหลายคน "หลับใน"
    ได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องสงสัย และถ้าคุณรู้สถานะตัวเองว่า เหนื่อย เพลีย อ่อนล้า ก็ทำให้เราหาทางแก้
    เช่นการหาเพลงคึกๆมันส์ๆ ฟัง ช่วยให้กระปรี้กระเปร่ายิ่งขึ้น ไม่มากก็น้อย หรือถ้าไม่ไหวจะเคลียร์จริงๆ ก็จอดข้างทาง
    พักผ่อนสักนิด โดยเฉพาะ หากคุณเดินทางไกล ช่วยลดความเสี่ยงได้

    02 อย่าเข้าใกล้รถที่มีพฤติกรรมแปลกๆ



    เมื่อคุณเดินทางยามค่ำคืน สิ่งที่ควรจำคือ แม้คุณจะพร้อม แต่อย่างวางใจในเพื่อนร่วมทาง เพราะเพื่อนร่วมทางนี่แหละที่สำคัญที่สุด
    และบ่อยครั้งที่อุบัติเหตุนั้นมีเพื่อนร่วมทางเป็นส่วนสำคัญ

    สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเวลาขับรถในยามค่ำคืนนั้น คงไม่พ้นการที่ต้องระแวดระวัง โดยเฉพาะรถยนต์ที่เดินทางไปกับเรา
    ซึ่งบางครั้งมีพฤติกรรมแปลกๆ เช่นขับเร็วผิดปกติ หรือมีอาการเลื้อย-ส่าย ขับรถไม่ตรงเลน/กินเลนและ เด็กแว้นซ์
    จงพึงระวังและทางที่ดี ถ้าเจอเจ้าหน้าที่ด้านหน้า ให้บอกเจ้าหน้าที่ เพราะคุณอาจเป็นส่วนหนึ่งช่วยให้ถนนปลอดภัยมากขึ้นก็ได้

  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด

    รถแบตหมด เปลี่ยนเองได้

    ถ้าไม่อยากให้รถคุณจอดดับอยู่กลางทางควรเช็กแบตเตอรี่ให้เรียบร้อย เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณ
    หากต้องไปจอดดับอยู่ในที่เปลี่ยวถึงแม้ไม่เกิดอันตรายก็ต้องมีเสียวกันบ้างโดยเฉพาะคุณผู้หญิง
    หากเกิดเหตุการณ์ขึ้นคงลำบากไม่น้อย  มีวิธีเปลี่ยน แบตเตอรี่ง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง


    แบตเตอรี่รถยนต์  โดยทั่วไปมี 2 ประเภทหลัก คือ

    แบตเตอรี่ “แบบเปียก” ที่ต้องหมั่นเติมน้ำกลั่นชดเชยปริมาณที่สูญเสียไปเพื่อไม่ให้ระดับน้ำกลั่นต่ำกว่าเส้นบอกระดับล่าง
    (LOWER LEVEL)
    แบตเตอรี่ “แบบแห้ง” ที่ไม่ต้องเติมน้ำกลั่นตลอดอายุการใช้งาน ปัจจุบันนิยมใช้ใน รถเก๋ง รถกระบะ ซึ่งมีราคาสูงกว่าแบบแรก
         ทั้ง 2 ทำหน้าที่จ่ายกระแสไฟไปที่ระบบจุดระเบิดในขณะที่สตาร์ทรถยนต์ เพื่อป้อนกระแสไฟฟ้าให้อุปกรณ์ต่างๆ
    ภายในระบบไฟฟ้ารถยนต์ ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งพลังงานให้กับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกหลายๆอย่าง
    เช่น ระบบไฟส่องสว่าง แอร์ วิทยุเครื่องเสียง

     

         อาการแบตเตอรี่เสื่อม

         แบตเตอรี่เก็บไฟไม่อยู่รถจะสตาร์ทติดยาก บางครั้งสตาร์ทไม่ติดเพราะแบตเตอรรี่หมดอายุการใช้งานไปแล้ว
    ต้องซื้อเปลี่ยนใหม่ทันที การเลือกซื้อ “แบตเตอรี่” ไม่ควรที่จะลดขนาดของแอมป์ลงโดยเด็ดขาด
    แต่สามารถเลือกที่มีขนาดของแอมป์สูงขึ้นได้โดยประมาณ 10-30 แอมป์จากแบตเตอรี่ของเดิม
    โดยคุณสามารถเปลี่ยนแบตเตอรรี่เองได้ง่ายๆ เพียงทำตามขั้นตอนดังนี้

     

         เตรียมอุปกรณ์

         ประแจไขเบอร์ 10 / ถุงมือยาง / สเปรย์สำหรับฉีดแบตเตอรี่ (ถ้ามี) / แบตเตอรี่ใหม่


  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด
     ขั้นตอนการเปลี่ยนแบตเตอรี่

    ใส่เบรกมือ เพื่อป้องกันรถไหล
    เปิดฝากระโปรงรถ
    ใช้ประแจขันน๊อตออกที่ “ขั้วลบ” แบตเตอรี่
    ใช้ประแจขันน๊อตออกที่ “ขั้วบวก” แบตเตอรี่
    นำแบตเตอรี่ใหม่มาใส่
    ตอนใส่แบตเตอรี่ใหม่ ให้ใช้ประแจขันน๊อตที่ “ขั้วบวก” ก่อนขั้วลบ
    เมื่อขันน๊อตจนแน่นหมดแล้ว
         ข้อควรระวัง : ในการทำงานกับแบตเตอรี่ เนื่องจากในแบตเตอรี่นั้นมีสารเคมีอยู่ภายใน เช่น สารตะกั่ว น้ำกรด เป็นต้น
    ดังนั้นในการทำงานกับแบตเตอรี่ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ


  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด


    อาการแบบไหนต้อง ′ตั้งศูนย์-ถ่วงล้อ′?

      การตั้งศูนย์ล้อ คือการทำให้ส่วนประกอบต่างๆ เกี่ยวกับระบบบังคับเลี้ยว ระบบช่วงล่างล้อ และยาง ให้ทำงานสัมพันธ์กันอย่างถูกต้อง
    จะทำให้รถวิ่งได้ตรง ไม่ดึงไปทางซ้ายหรือขวา

     ปกติแล้วระบบช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยวของรถนั้นจะมีชิ้นส่วนต่างๆ มากมายเคลื่อนไหวขณะรถวิ่ง และย่อมสึกหรอ
    ทำให้ศูนย์ล้อผิดเพี้ยนไปจากสเปก

         นอกจากนี้ศูนย์ล้อยังขึ้นอยู่กับความสูงของตัวรถกับพื้นถนน และการกระจายน้ำหนักลงบนล้อรถด้วย
    รวมถึงอายุการใช้งานของรถทำให้คอยล์สปริง บุช หรือลูกยางต่างๆ ก็เริ่มหมดอายุ

         ศูนย์ล้อไม่ถูกต้องตามสเปก สังเกตได้จากพวงมาลัยจะดึงไปข้างใดข้างหนึ่ง จนทำให้ยางทั้ง 2 ข้างสึกไม่เท่ากัน
    ยังส่งผลเสียต่อชิ้นส่วนของช่วงล่างที่มีอายุการใช้งานสั้นลงด้วย จึงจำเป็นต้องตั้งศูนย์ล้อเพื่อให้ได้ค่าตามที่กำหนดไว้ในสเปกของรถ

     "มติชน" ยานยนต์ขอนำเสนอการตั้งศูนย์ถ่วงล้อ เป็นการปรับตั้งมุมต่างๆ ของล้อให้มีค่าใกล้เคียงกับศูนย์มากที่สุด
    เป็นที่มาของคำว่าตั้งศูนย์ มุมที่จะต้องตั้งมีอยู่ 3 มุม

         มุมแรกเรียกว่า มุมแคมเบอร์ มุมที่มองจากด้านหน้ารถหรือหลังรถแล้วดูว่าล้อแบะเข้าหรือแบะออก
    ถ้าล้อด้านบนที่ไม่ติดพื้นเอียงเข้ามาหากันเรียกว่ามุมแคมเบอร์เป็นลบ จะเห็นมากในรถโหลดและรถแข่ง
    จะตั้งมุมล้อทั้งสี่ล้อลบมากๆ เป็นพิเศษ เพื่อบังคับรถได้ง่าย เพื่อให้เกาะถนนเข้าโค้งดี แต่ยางจะกินด้านในเพียงอย่างเดียว
    โดยมากรถใช้งานทั่วไปจะตั้งค่าเป็น 0 หรืออย่างมากก็ไม่เกิน -2

         มุมที่ 2 คือ มุมโทอิน (Toe-in) และ มุมโทเอาต์ (Toe-out) ถ้ามองจากด้านบนหลังคารถลงไปแล้วล้อด้านหน้าสุด
    ของทั้งสองข้างทำมุมเข้าหากันเราจะเรียกว่าโทอิน (Toe-in) แต่ถ้าด้านหน้าสุดของล้อกางออกจากกัน
    แล้วด้านหลังสุดของล้อเข้าหากันเราเรียกว่าโทเอาต์ (Toe-out) โดยมากรถใช้งานทั่วไปจะตั้งเป็นกลาง หรือเป็น 0
    หรือบวกลบไม่เกิน 1-2




  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด
     
         สุดท้ายคือ มุมแคสเตอร์ (Caster angle) คือมุมการวางตำแหน่งล้อ เมื่อมองจากด้านข้างตัวรถ เข้าไปหาตัวรถ
    มุมแคสเตอร์จะเป็นมุมของแกนหมุนเลี้ยว เอียงจากแนวดิ่งไปตามแนวยาวของรถ เมื่อแกนหมุนเลี้ยวส่วนบน
    เอียงไปทางด้านหลังรถ มุมแคสเตอร์จะมีค่าเป็นบวก (Positive) ในทางตรงข้าม ถ้าแกนหมุนเลี้ยวส่วนบนเอียงไปทางด้านหน้ารถ
    มุมแคสเตอร์จะมีค่าเป็นลบ (Negative)

     ส่วนการถ่วงล้อคือการเพิ่มน้ำหนักให้กับล้อแต่ละล้อให้เกิดความสมดุลมากที่สุด ล้อที่ไม่สมดุลนั้นจะส่งผลให้พวงมาลัยสั่นสะท้านขณะขับ
    ส่งผลเสียต่ออายุการใช้งานของยางและสมรรถนะในการเกาะถนน ระบบช่วงล่างของรถและโช้กอัพ รวมถึงความนุ่มนวลในการขับขี่

         ดังนั้นการถ่วงล้อจะช่วยให้เกิดการกระจายน้ำหนักอย่างถูกต้องของยางและกระทะล้อและจะทำให้ยางเกิดการสึกอย่างสม่ำเสมอ
    และส่งผลต่อสมรรถนะการขับขี่ที่ดีมากยิ่งขึ้นด้วยถ้าให้ดีควรถ่วงทั้ง 4 ล้อ เพราะความไม่สมดุลในทุกๆ ล้อจะส่งผลต่ออายุ
    การใช้งานของระบบช่วงล่าง โดยเฉพาะลูกปืนล้อ

         ควรถ่วงล้อเมื่อรู้สึกว่าเวลาวิ่งบนทางเรียบแล้วพวงมาลัยสั่น หรือในการถอดเปลี่ยนยางแต่ละครั้งก็ควรตรวจเช็กความสมดุลของล้อ
    หรือถ้าให้ดีควรเช็กล้อและยางเมื่อผ่านการใช้งานไปประมาณ 40-50% เพราะการสึกหรอของยางอาจไม่สม่ำเสมอกัน
    ส่งผลต่อการขับขี่ได้

     วิธีถ่วงล้อมี 2 แบบ คือ การถอดกระทะล้อออกมาถ่วงสมดุลทั่วไป กับถ่วงแบบจี้ คือ ไม่ต้องถอดล้อออกจากรถยนต์
    เป็นการถ่วงสมดุลกระทะล้อ ยาง จานดิสก์เบรก เพลาขับ ลูกปืนล้อ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง มักจะทำสำหรับรถถ่วงล้อแบบปกติแล้ว
    อาการสั่นยังไม่หาย แต่ปกติการถอดล้อออกมาถ่วงภายนอกก็พอแล้ว



  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด
    รถใหม่ต้องติด “อีโคสติ๊กเกอร์“ เริ่ม 1 ต.ค.-รัฐหวังคุมมาตรฐาน

    นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกประกาศเรื่องการแสดงข้อมูลรถยนต์ตามมาตรฐานสากล ตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ผู้บริโภคและประชาชนทั่วไปได้รับข้อมูลสมรรถนะรถยนต์ที่เที่ยงตรง โปร่งใส และเป็นมาตรฐานเดียวกัน สามารถนำไปเปรียบเทียบคุณสมบัติของรถยนต์แต่ละรุ่น เพื่อประโยชน์ต่อการพิจารณาเลือกซื้อรถยนต์ได้ รวมทั้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของภาครัฐในการตรวจสอบมาตรฐานรถยนต์และการจัดเก็บภาษีตามโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่

       ประกาศฉบับนี้กำหนดให้ผู้จะขอลงทะเบียนยื่นขอป้ายข้อมูลรถยนต์ตามมาตรฐานสากล หรืออีโคสติ๊กเกอร์ (ECO Sticker) ต้องเป็นผู้ผลิตหรือผู้นำเข้ารถยนต์เพื่อจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ รวมทั้งกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับอีโคสติ๊กเกอร์ ประกอบด้วยรูปแบบ ขนาดและคำอธิบายต่างๆ

         อีโคสติ๊กเกอร์จะมีขนาดเท่ากระดาษเอ 4 ติดไว้ที่กระจกบังลมด้านหน้า (Windshield) หรือกระจกด้านข้าง (Side Window) ในตำแหน่งสามารถอ่านข้อมูลจากด้านนอกตัวรถยนต์ได้สะดวกชัดเจน โดยผู้ซื้อรถยนต์หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจเท่านั้นจะมีสิทธิในการปลดอีโคสติ๊กเกอร์ ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ผู้บริโภค และประชาชนทั่วไปสามารถดาวน์โหลดประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมดังกล่าวได้จากเว็บไซต์ www.car.go.th



  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด
     นายอุดมกล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไป ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าจะต้องติดไว้ที่รถยนต์ใหม่ทุกคัน
    ก่อนส่งรถยนต์คันนั้นไปยังผู้จำหน่ายรถยนต์ในเครือข่ายหรือดีลเลอร์ (Dealer) หรือสถานที่จัดแสดงรถยนต์
    หรือสถานที่จำหน่ายรถยนต์ อย่างไรก็ตามจะยกเว้นให้กับรถยนต์ตกรุ่นหรือรถยนต์ค้างสต๊อก หมายถึงรถยนต์รุ่นที่ผลิตในประเทศได้
    ยุติสายการผลิต หรือรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศ ตั้งแต่ก่อนวันที่ 1 มิถุนายน 58 ไม่จำเป็นต้องติด

         ป้ายแสดงข้อมูลอีโคสติ๊กเกอร์จะประกอบด้วยข้อมูลคุณลักษณะ คุณสมบัติ และสมรรถนะของรถยนต์ตามมาตรฐานสากลของ
    สหประชาชาติ (United Nation-UN) ได้รับการตรวจสอบและรับรองโดยประเทศภาคีสมาชิก UN WP29
    และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม


    ดังนั้น เมื่อเห็นอีโคสติ๊กเกอร์ ติดบนรถยนต์คันที่ซื้อ ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่ารถยนต์คันนั้นไม่ใช่รถยนต์ตกรุ่นหรือรถยนต์ค้างสต๊อก
    อีกทั้งยังมั่นใจได้ว่าสมรรถนะต่างๆ ของรถยนต์ที่ปรากฏบนอีโคสติ๊กเกอร์ เช่น อัตราการใช้น้ำมันอ้างอิง (หน่วย ลิตรต่อ 100 กม.)
    และระดับความปลอดภัยของรถยนต์ ได้แก่ มาตรฐานการปกป้องผู้โดยสารในกรณีเกิดอุบัติเหตุจากการชนด้านหน้าของตัวรถ
    มาตรฐานการปกป้องผู้โดยสารในกรณีเกิดอุบัติเหตุจากการชนด้านข้าง และมาตรฐานด้านความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ
     (Active Safety) เป็นต้น ได้รับการตรวจสอบและรับรองโดยหน่วยงานมีความน่าเชื่อถือ

         นายอุดมกล่าวว่า นอกจากนี้เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคและประชาชนทั่วไปในการเข้าถึงการแสดงข้อมูลรถยนต์ตามมาตรฐานสากล
    ตามแนวทางประกาศฉบับนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้กำหนดเปิดตัวเว็บไซต์ www.car.go.th
    ในช่วงเดือนธันวาคมนี้จะเป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับอีโคสติ๊กเกอร์ รายละเอียดและสมรรถนะจริงของรถยนต์แต่ละคันให้กับ
    ผู้บริโภคและประชาชนทั่วไป รวมถึงการแสดงข้อมูลอัตราการใช้น้ำมันแท้จริงของรถยนต์แต่ละรุ่นที่อยู่บนมาตรฐานเดียวกัน
    สามารถนำไปเปรียบเทียบประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ได้




  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด
    รถวิ่งอืด กินน้ำมัน ไส้กรองตัน! คุณแก้ได้

    ไส้กรองอากาศ (Air Filter) มีหน้าที่สำคัญในการดักฝุ่นละอองจากอากาศไม่ให้เข้าไปในห้องเครื่อง
    อากาศที่สะอาดจะทำให้กระบวนการสันดาปของเครื่องยนต์เป็นไปอย่างสมบูรณ์ หากมีฝุ่นละอองเข้าไปในห้องเครื่อง
    จะทำให้รถคุณวิ่งช้าลงเนื่องจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ และอายุการใช้งานเครื่องยนต์สั้นลง

    เราควรเปลี่ยนไส้กรองอากาศทุก 10,000 กิโลเมตร หรือควรถอดออกมาทำความสะอาด ทุกๆ 2,000-5,000 กิโลเมตร
    โดยขึ้นอยู่กับการใช้งาน เช่น ถ้าขับรถยนต์อยู่ในเมืองเป็นประจำ หรือใช้งานในเส้นทางที่มีฝุ่นมาก
    ก็ควรทำความสะอาดบ่อยครั้งกว่า เรามีวิธีทำความสะอาด และเปลี่ยนในแบบง่ายๆที่คุณเองก็ทำได้



    วิธีทำความสะอาดไส้กรองอากาศ

    เปิดฝากระโปงรถ
    แกะคริปที่ฝาครอบกรองอากาศ
    แกะฝาครอบกลองอากาศออก (ฝาไส้กรองอากาศจะอยู่ด้านบนของเครื่องยนต์ ซ้าย – ขวา แล้วแต่รุ่นรถ)
    ค่อยๆใช้มือจับไส้กรองดึงออกมา
    เป่าฝุ่นไส้กรองอากาศจากด้านในออกไปด้านนอก จนกว่าไม่เห็นละอองฝุ่น
    ใส่ไส้กรองอากาศกลับเข้าที่เดิม


    ขั้นตอนเปลี่ยนไส้กรองอากาศ

    เตรียมไส้กรองอากาศใหม่ (ตามรุ่นรถที่ใช้)
    เปิดฝากระโปรงรถออก
    แกะคริปที่ฝาครอบกรองอากาศ
    แกะฝาครอบกลองอากาศออก
    ดึงไส้กรองอากาศเก่าออกมา (สังเกตแผ่นกรองอากาศ มีคราบสกปรกหนาแน่น)
    นำไส้กรองอากาศใหม่มาใส่แทน
    ปิดฝาครอบ (เสร็จสิ้นขั้นตอน)
    เพียงคุณทำตามขั้นตอนที่แนะนำ รถที่เจอปัญหาวิ่งอืดและกินน้ำมันจะหายไป อย่าลืมว่าอุปกรณ์และชิ้นส่วนรถยนต์มี
    อายุการใช้งานต้องบำรุงรักษา หากปล่อยปะละเลยคุณอาจต้องเสีย ค่าซ่อม ค่าอะไหล่ แพงกว่าเดิมคิดแล้วได้ไม่คุ้มเสีย



    Tags:
     



    Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10