ซองรีโมทรถ หนังแท้

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด
     ขั้นตอนการถ่ายน้ำมันเกียร์ออโต้

    1.    เตรียมน้ำมันเกียร์ ออโต้ ต้องเป็นสเปคเดิมเท่านั้น ลองเช็กที่ (คู่มือรถ)
    2.    ใช้แม่แรงยกรถให้เอียงเล็กน้อย จะทำให้น้ำมันเกียร์ถ่ายออกมามากขึ้น
    3.    ภาชนะที่รองรับน้ำมันเกียร์ (ควรหาแกลลอนที่มีตัวเลข บอกปริมาณน้ำมันที่ถ่ายออกมาได้) เพราะต้องใส่น้ำมันเกียร์ของใหม่กลับไปเท่าของเดิม
    4.    ไขน็อตออกใช้ประแจเบอร์ 14
    5.    รอน้ำมันเกียร์ไหลออก จากนั้นไขน็อตกลับเข้าที่เดิม
    6.    เติมน้ำมันเกียร์ ในปริมาณที่เท่ากับน้ำมันเก่าที่ถ่ายออกมา

         คำเตือน : หากไม่ใช้น้ำมันเกียร์เหมือนสเปคเดิมจะไปสร้างปัญหาให้กับระบบเกียร์ของคุณ เพราะหากน้ำมันเกียร์ไม่สามารถเข้ากับน้ำมันเก่าได้ อาจเกิดปัญหาถึงขั้นเกียร์พังได้

     

  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด
    แก้ปัญหารถเก่า ข้อเสนอที่ต้องรอบคอบ

    ถือเป็นช่องว่างของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ยังหาทางแก้ไขให้สำเร็จลุล่วงด้วยดีไม่ได้ สำหรับการจัดการปัญหารถเก่าหมดสภาพที่ยังคงวิ่งอยู่บนท้องถนนในปัจจุบันนี้

    ที่ผ่านมาในช่วง 1-2 ปี ก่อนหน้านี้เคยมีผู้นำเสนอโครงการจำกัดอายุการใช้งานรถยนต์ อาทิ รถยนต์ที่มีอายุเกิน 7-10 ปี ห้ามนำเข้ามาวิ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ หากนำเข้ามาวิ่งจะต้องเสียภาษีเทียบเท่ารถใหม่ แต่เรื่องราวดังกล่าวดูเหมือนจะเงียบหายไป จนล่าสุดมีผู้มองเห็นถึงปัญหาดังกล่าวและมีแนวคิดในการแก้ไขให้เป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ มีการมองแบบตั้งความหวังกันว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี อาจจะเป็นผู้ยื่นมือเข้ามาจัดการปัญหาดังกล่าวได้อย่างจริงจัง ด้วยความเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจการปกครองแบบพิเศษ พร้อมแนวทางการวางรากฐานที่ต้องการปฏิรูปประเทศให้มีความมั่นคงในระยะยาว

    ขณะที่มาตรการควบคุมรถยนต์เก่านั้นจะช่วยให้อุตสาหกรรมยานยนต์เกิดความหมุนเวียนได้อย่างสมดุล รวมถึงการช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) อีกด้วย ซึ่งผู้ที่มองเห็นปัญหาดังกล่าวนั้นอยากให้รัฐบาลลองพิจารณาการปรับอัตราการเก็บภาษีรถยนต์เก่าให้สูงขึ้น พร้อมทั้งออกมาตรการสนับสนุนให้ผู้ที่นำรถยนต์เก่าเปลี่ยนเป็นรถยนต์ใหม่เพื่อให้เป็นระบบสอดรับกัน.... อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/auto/news/390488




  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด
    ปิดจ๊อบ "รถคันแรก" คาดตลาดยังซึมต่ออีก 1 ปี

    ปิดฉากไปเรียบร้อยแล้วสำหรับโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรก 1 แสนบาท หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้ปิดโครงการไปเมื่อ
    วันที่ 30 ก.ย. 2558 เพื่อให้สามารถตัดยอดปิดงบประมาณที่คั่งค้างกันมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการเมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2554
    ได้ โดยครั้งนั้น ครม.ได้อนุมัติหลักการและแนวทางการคืนเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรก สำหรับผู้ที่ซื้อรถยนต์
    ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2554-31 ธ.ค. 2555 เพื่อเป็นการเดินตามนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ได้หาเสียงไว้
    แต่ช่วงปลายปี 2554 เกิดอุทกภัยใหญ่ทำให้ไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ได้ทันวันสิ้นสุดโครงการ จึงได้มีการต่ออายุโครงการดังกล่าวออกไป

    ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมสรรพสามิต ระบุถึงข้อมูลโครงการรถยนต์คันแรกจนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2558 ว่า ตั้งแต่ดำเนินโครงการมี
    ผู้ได้รับสิทธิทั้งสิ้น 1,234,986 ราย คิดเป็นเงิน 91,140 ล้านบาท จากจำนวนผู้ขอใช้สิทธิทั้งสิ้น 1,259,113 ราย
    คิดเป็นเงิน 92,812 ล้านบาท โดยมีการส่งมอบรถยนต์แล้ว 1,123,451 ราย และเหลือผู้ยังไม่รับมอบรถยนต์อีก 111,535 ราย
    หรือ 9.03% ของจำนวนผู้ได้รับสิทธิ

    อย่างไรก็ตาม ได้มีการทำแบบสำรวจโดยมีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 10,289 ราย มีผู้ไม่ประสงค์ขอใช้สิทธิ 7,620 ราย
    ซึ่งระยะหลังมีผู้ยื่นขอใช้สิทธิยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมลดจำนวนลง จึงสมควรกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดการรับมอบรถยนต์....

    อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/auto/news/391464




  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด
    รถนำเข้าอิสระหนาว กรมศุลฯเมินข้อเสนอ

    สมาคมฯ เกรย์มาร์เก็ตสยอง กรมศุลฯ เมิน หนังสือยื่นขอทบทวนปรับภาษีนำเข้ารถ

    นายอภิชาติ สมรพิทักษ์กุล กรรมการบริหารบริษัท เอเอ็มจีออโต้ ผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ (เกรย์มาร์เก็ต) ในฐานะนายกสมาคมผู้นำเข้าและจำหน่าย
    รถยนต์ใหม่ เปิดเผยว่า ภายหลังเข้ายื่นหนังสือถึง นายสมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากรเพื่อให้ทบทวนปรับโครงสร้างภาษีที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์
    นำเข้าในปัจจุบัน แต่ไม่มีการตอบรับ หรือพิจารณาใดๆ ท่าทีดังกล่าวอาจกระทบเกรย์มาร์เก็ตอย่างรุนแรงทั้งนี้ หนังสือดังกล่าวได้ระบุถึง การขอ
    พิจารณาปรับลดอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์ให้ลงอยู่ในระดับเริ่มต้นที่ 100% และสูงสุดที่ 200% จากปัจจุบันเริ่มต้นที่ 187% และสูงสุดที่ 300%
     รวมถึงวิธีคำนวณภาษีใหม่ให้สอดคล้องกับปัจจุบัน พร้อมเวลามีผลบังคับใช้ให้เหมาะสมอย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกฎข้อบังคับจัดเก็บภาษีรถยนต์
    นำเข้าเป็นการคิดในลักษณะเดียวกับเมื่อ 20 ปีก่อน ไม่เหมาะกับปัจจุบัน

    นอกจากนั้น สมาคมฯ มองว่าเกรย์มาร์เก็ตโดนแข่งขันไม่เป็นธรรมกับบริษัทนำเข้าเป็นทางการที่ใช้สิทธิอาเซียน ไม่เสียภาษีนำเข้า 80%

    น.ส.สุรีย์ภรณ์ อุดมผลวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัททีเอสแอล ออโต้ คอร์ปอเรชั่น ผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ กล่าวว่า
    ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเกรย์มาร์เก็ตจากการปรับวิธีคำนวณภาษีนำเข้ารถยนต์ใหม่จะทำให้ราคาปรับเพิ่มขึ้นราว 20%


  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด

    รถแข่งดุส่งท้ายปี ผู้ผลิตอัดโปรโมชั่นดันยอด

    ตลาดรถโค้งสุดท้ายคาดผู้ประกอบการโหมโปรโมชั่นฟื้นยอดขาย


    นายขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 32 เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดรถยนต์ใน 3 ไตรมาสแรกของปียังไม่ดีเท่าที่ควร แต่เริ่มมีสัญญาณบวกจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นมา ส่งผลให้ทั้งปีคาดว่าตลาดจะติดลบลดลงเหลือ 12% จากปัจจุบันติดลบ 15% โดยเชื่อว่าบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จะใช้งานมหกรรมยานยนต์เป็นเวทีในการแข่งขันโปรโมชั่น เพื่อผลักดันยอดขายให้ถึงเป้าหมายในช่วงสุดท้ายของปี

    สำหรับงานมหกรรมยานยนต์ครั้งนี้คาดว่ารถกระบะจะมียอดขายดีขึ้นกว่าปกติ เนื่องจากจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้ซื้อก่อนปรับราคาขึ้นประมาณ 5% จากการปรับภาษีรถยนต์ใหม่ที่จะมีผลในปี 2559 ส่วนเป้ายอดจองในงานตั้งไว้ที่ 5 หมื่นคัน สูงขึ้นจากปีก่อนอยู่ที่ 42,254 คัน

    นายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมอาคารชุดไทย กล่าวถึงกรณีมาตรการกระตุ้นอสังหาริม ทรัพย์ยังไม่เข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรี ว่าจะส่งผลกระทบกับงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 33 ที่จะเริ่มในวันที่ 8 ต.ค.นี้ เพราะขาดมาตรการมาช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ อย่างไรก็ตาม แม้จะผ่าน ครม. แต่ขั้นตอนประกาศจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 เดือน จะยิ่งทำให้เกิดการชะลอโอนเพื่อรอมาตรการ.... อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/auto/news/392327


  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด
    5 เทคนิคขับรถประหยัดง่ายๆ เห็นผลทันตา ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม....
    แม้ว่าราคาน้ำมันในปัจจุบันจะมีราคาถูกลงจนหลายคนยิ้มแก้มปริเวลาเติมน้ำมัน แต่ 5 เทคนิคขับรถประหยัดน้ำมันที่นำมาฝากในครั้งนี้ ก็จะช่วยเซฟเงินในกระเป๋าคุณเพิ่มขึ้นไปอีก แถมยังเริ่มได้ทันที ไม่ต้องซื้อน้ำยาหรืออุปกรณ์ช่วยประหยัดน้ำมันให้เสียเงินเปล่าอีกด้วย
    5 เทคนิคขับรถประหยัดน้ำมันง่ายๆ มีดังนี้
    1. ปรับอุณหภูมิแอร์ให้เหมาะสม
    เชื่อว่าผู้ขับขี่หลายคนใช้วิธีตั้งอุณหภูมิแอร์ให้เย็นจัดทิ้งไว้ แล้วปรับความแรงลมเพียงอย่างเดียว อากาศร้อนก็เปิดแรงหน่อย อากาศเย็นก็ปรับให้เบาลง ซึ่งวิธีนี้เป็นการสิ้นเปลืองน้ำมันโดยเปล่าประโยชน์ เพราะคอมเพรสเซอร์แอร์จะฉุดกำลังเครื่องมากกว่าปกติ ทางที่ดีควรปรับอุณหภูมิแต่พอดีๆ ถ้าเป็นระบบดิจิตอลก็อาจปรับไว้ที่ 23-25 องศาก็น่าจะพอแล้ว (ยกเว้นถ้าอากาศร้อนจริงๆก็ไม่เป็นไร)



  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด

    2. ใส่เกียร์ว่างเมื่อรถติด
    ข้อนี้เหมาะมากถ้าต้องขับรถผ่านเส้นทางที่รถติดเป็นประจำ หากรถติดมากๆ ไม่สามารถขยับไปไหนได้เลย ให้ใช้วิธีเข้าเกียร์ว่าง (N) แทนที่จะเข้าเกียร์เดินหน้า (D) ทิ้งไว้ ซึ่งวิธีเราเคยทดลองให้ดูกันไปแล้ว ช่วยเซฟน้ำมันได้เห็นๆเลยทีเดียว แถมไม่ต้องเมื่อยขาเนื่องจากต้องคอยเหยียบเบรกค้างไว้ด้วย
    3. เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องให้ตรงตามกำหนด
    รู้หรือไม่ว่า รถที่เพิ่งเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนั้น จะมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันน้อยกว่ารถที่ไม่ได้รับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเป็นระยะเวลานานๆ ดังนั้น เจ้าของรถจึงควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ ซึ่งปกติจะอยู่ที่ทุกๆ 10,000 กิโลเมตร แม้ว่าจะพ้นระยะรับประกัน 1 แสนกิโลเมตรแล้วก็ตามครับ
    4. ออกตัวไม่ต้องรีบ
    ช่วงเวลาที่รถจะกินน้ำมันมากที่สุด ก็คือขณะเร่งเครื่องนั้นเอง ยิ่งเหยียบคันเร่งมาก ก็จะยิ่งกินน้ำมันมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นจึงควรเร่งออกตัวด้วยความเร็วแต่พอดี ไม่ต้องรีบจี้ตามคันหน้าหรอกครับ ซึ่งโดยปกติการเร่งเครื่องให้เกียร์ตัดที่ความเร็วรอบประมาณ 2,000 - 2,500 รอบต่อนาที ก็เพียงพอกับการขับขี่โดยทั่วไปแล้ว
    5. ใช้ความเร็วที่เหมาะสม
    การขับขี่เป็นระยะทางไกลๆ อย่างการขับขี่ออกต่างจังหวัดนั้น ความเร็วมีผลต่ออัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอย่างเห็นได้ชัด หากใช้ความเร็วสูง ก็จะกินน้ำมันมากขึ้น ในทางกลับกัน หากใช้ความเร็วต่ำเกินไป ก็อาจส่งผลให้กินน้ำมันด้วยเช่นกัน เนื่องจากเกียร์ไม่ถูกตัดไปยังเกียร์สูงสุดนั่นเอง ดังนั้น หากไม่เร่งรีบนัก ก็ให้ใช้ความเร็วคงที่ประมาณ 90-110 กม./ชม. ก็จะช่วยประหยัดน้ำมันได้อีกทางหนึ่งครับ
    นี่แหละครับเทคนิคประหยัดน้ำมันแบบง่ายๆที่เรานำมาฝากกัน ลองฝึกปฏิบัติให้กลายเป็นนิสัย รับรองว่าช่วยประหยัดน้ำมันขึ้นแน่นอนครับ

  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด
    ตรวจเช็ก “โช้คอัพ” รถยนต์ให้เกาะถนน

    “โช้คอัพ” เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยรองรับแรงกระแทก ลดแรงสั่นสะเทือนของรถ คอยหน่วงการเคลื่อนที่ขึ้นลงของช่วงล่าง-ตัวถัง ช่วยการทรงตัวของรถยนต์ และดูดซับการสั่นของสปริงทำให้การรถเด้ง ขึ้น-ลง ของรถยนต์เป็นไปอย่างนุ่มนวล ลองมาดูกันว่าโช้คอัพที่คุณใช้เป็นแบบไหน และอาการรถเช่นไรถึงต้องเปลี่ยนโช้คอัพ

     โช้คอัพมีอยู่ 2 ระบบ

         1.โช้คอัพระบบ “น้ำมัน”

         เป็นการทำงานด้วยระบบไฮดรอลิค ในขณะที่ทำงานน้ำมันไฮดรอลิคจะไหลผ่านวาล์วภายในลูกสูบ มีการควบคุมวาล์วอยู่ 3 ระดับ โดยการทำงานของวาล์วจังหวะแรก BLEED จะมีผลต่อการขับขี่โดยเฉพาะในอัตราความเร็วต่ำ ส่วนวาล์วควบคุมน้ำมันระดับที่สอง BLOW OFF จะควบคุมสมรรถนะในการขับขี่ในอัตราความเร็วปกติ และวาล์วควบคุมน้ำมันระดับที่สาม ORIFICE วาล์วจะทำงานในขณะแกนโช้คเคลื่อนตัวในขณะที่รถใช้ความเร็วสูง

         2.โช้คอัพระบบ “แก๊ส”

         โช้คอัพแก๊สแรงดันต่ำ (LOW-PRESSURE GAS SHOCK ABSORBER) โช้คอัพแก๊สแบบนี้ จะมีลักษณะเหมือนโช้คอัพไฮดรอลิคทั่วๆไป แต่มีแก๊สไนโตรเจน (NITROGEN GAS) บรรจุเข้าไปส่วนบนของห้องน้ำมันสำรองแรงดันประมาณ 142 - 213 ปอนด์/ ตารางนิ้ว

         โช้คอัพแก๊สแรงดันสูง (HI-PRESSURE GAS SHOCK ABSORBER) มีลักษณะต่างจากโช้คอัพแรงดันต่ำคือ โครงสร้างภายในตัวของโช้คอัพจะมีน้ำมันเพียงห้องเดียวไม่มีห้องน้ำมันสำรอง ภายในกระบอกสูบจะบรรจุน้ำมันไฮดรอลิคไว้ด้านบน และจะอัดแก๊สไนโตรเจนไว้ด้านล่าง ประมาณ 284-427 ปอนด์/ ตารางนิ้ว

          อาการรถแบบไหนต้องเปลี่ยนโช้คอัพ
         1. ซีลน้ำมันโช้คอัพรั่ว (จะมีน้ำมันไหลออกมา)
         2. โช้คอัพ คด งอ ผิดรูปทรง
         3. รถเด้งกระด้างกว่าปกติ
         4. โช้คมีอาการโยนตัวมาก หลังจากตกหลุม
         5. โช้คอัพเสื่อมสภาพ (ใช้งานเกิน 100,000 กิโลเมตร หรือ 5 ปี)



         เรื่องโช้คอัพอาจดูซีเรียสแต่ไม่ยากเกินที่จะเข้าใจ โช้คทั้ง 2 แบบมี ข้อดี/ข้อเสีย แตกต่างกันไปรวมถึงงบประมาณค่าใช้จ่าย ปกติโช้คอัพรถยนต์ที่ติดมากับรถวิศวกรได้คำนวณออกแบบมาให้เหมาะกับลักษณะรถแต่ละรุ่นแล้ว หากไม่ได้เสียหายหรือหมดอายุการใช้งานก็ใช้โช้คเดิมนั่นแหละไม่ต้องเปลี่ยนใหม่

     

  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด
    ตลาดรถมือ2 ปรับขึ้นปีหน้าเหตุยึดรถยาก
    รถมือสองขึ้นราคาปีหน้า เหตุยึดรถยากขึ้น ส่งผลให้รถเข้าสู่ระบบลดลง
    นายวิสุทธิ์ เหมพรรณไพเราะ นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว เปิดเผยว่า จากนโยบายความเข้มงวดในการทวงหนี้จะ ส่งผลให้ปริมาณรถยนต์ที่เข้าสู่ตลาดรถมือสองลดลง จึงคาดว่าในปี 2559 ราคารถยนต์มือสองในตลาดจะปรับตัวสูงขึ้น จากเดิมลดลงกว่า 15-20% โดยได้รับผล กระทบจากโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรก และเริ่มกลับมาปกติปีนี้
    ทั้งนี้ จากการสำรวจลานประมูลรถยนต์ต่างๆ พบว่า เริ่มมีปริมาณการประมูลลดลง และเกิดการเก็งกำไรจากผู้ประกอบการรถยนต์มือสองบ้างแล้ว โดยสถาบันการเงิน (ไฟแนนซ์) ได้เริ่มทยอยนำรถที่ถูกยึดระบายเข้าสู่ลานประมูลไปจำนวนมากในช่วงทยอยนำรถที่ถูกยึดระบายเข้าสู่ลานประมูลไปจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา จึงส่งผลให้เกิดการขาดตลาดของรถยนต์ที่เข้าสู่ระบบรถมือสอง
    "การดีดตัวของราคารถมือสองในปีหน้าจะขึ้นมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความรุนแรงของการขาดตลาดรถยนต์ที่เข้าสู่ระบบ" นายวิสุทธิ์ กล่าว
    นอกจากนี้ การอนุมัติสินเชื่อรถยนต์มือสองยังเข้มงวดมากขึ้นด้วย จากเดิมมีความเข้มงวดมากกว่ารถยนต์ใหม่อยู่แล้ว ดังนั้นล่าสุดสมาคมจึงร่วมมือกับสถาบันการเงิน โอริโก้ จากประเทศญี่ปุ่น ที่มาลงทุนในประเทศไทยด้วยเม็ดเงินกว่า 2,000 ล้านบาท ในการเป็นผู้พิจารณาสินเชื่อหลักที่มีเงื่อนไขที่ผ่อนปรนกว่าสำหรับสมาชิกสมาคม
    สำหรับตลาดรถยนต์มือสองช่วง 2 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 3.5-4 แสนคัน/ปี จากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนบริษัท 4,000 รายทั่วประเทศ ส่วนสมาชิกสมาคมมี 200 ราย คาดว่าในปีนี้จะมียอดขายรวมอยู่ที่ 7.2 หมื่นคัน และคาดว่าปี 2559 จะเติบโต 20%
    ที่มา : posttoday 04 ธันวาคม 2558....

  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด
    หักปากกาเซียน ภาษีใหม่ไม่กระตุ้นซื้อรถ
    ปิดฉากลงแล้วสำหรับงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 32 (มอเตอร์ เอ็กซ์โป) ที่ในปีนี้ยอดจองอาจไม่ได้ตรงตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยสามารถทำได้เพียง 39,125 หมื่นคัน สำหรับรถยนต์จากเป้าหมายที่วางไว้ที่ 5 หมื่นคัน หรือลดลง 7.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ยอดจองอยู่ที่ 42,254 คัน ส่วนยอดจองรถจักรยานยนต์อยู่ที่ 5,749 คัน หรือเพิ่มขึ้น 111.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่อยู่ที่ 2,718 คัน ขณะที่ทั้งงานมีเม็ดเงินสะพัดรวมได้มูลค่า 5 หมื่นล้านบาท มีผู้เข้าร่วมชมงานอยู่ที่ 1,476,936 คน เพิ่มขึ้น 6.7% จากปีก่อนอยู่ที่ 1,384,182 คน
    ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานบริษัท สื่อสากล ในฐานะผู้จัดงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 32 (มอเตอร์ เอ็กซ์โป) กล่าวว่า สาเหตุที่ยอดจองรถยนต์ภายในงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดการณ์มาจากสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัว รวมถึงการคาดการณ์ว่าจะมีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ภายในงาน แต่เกิดการไม่รับจองภายในงานจึงทำให้ยอดไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้.... อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/newspaper/business/404983

  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด
    “พี่ใหญ่“ ตบไฟเตือน หมายความว่าไง?
    ช่วงนี้หลายคนชอบขับรถทางไกลเพื่อท่องเที่ยว หากใครมีเหตุจำเป็นต้องขับรถตอนกลางคืน และต้องขับเจอกับรถสิบล้อหรือรถพ่วงขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะขับตามหรือขับสวน หลายคันมักจะเจอสัญญาณไฟจากรถบรรทุกในรูปแบบต่างๆ ล้วนแล้วแต่มีความหมาย ยานยนต์
    "มติชน" จึงรวบรวมสัญลักษณ์การเปิดไฟในรูปแบบต่างๆ และความหมายมาฝากกัน ถือว่ามีประโยชน์มาก โดยเฉพาะหากคุณไม่สามารถมองเห็นทัศนวิสัยทางด้านหน้าเพราะถูกบัง การดูจากสัญลักษณ์ไฟต่างๆ จะช่วยให้ปลอดภัยมากขึ้น ได้แก่
    1.เปิดไฟเลี้ยวขวา แล้วไม่ได้ชะลอเพื่อเตรียมจะเลี้ยวขวา ต้องการบอกว่าอย่าเพิ่งแซง อาจจะมีรถสวนมาในระยะอันตราย หากเห็นสัญญาณไฟเลี้ยวขวา ให้ระมัดระวังมากๆ
    2.เปิดไฟเลี้ยวซ้าย แล้วชิดลงไหล่ทาง กรณีนี้โดยมากจะพบบ่อยบนถนนสองเลน ต้องการบอกว่าไม่มีรถสวนมา หรือมีรถสวนแต่อาจจะอยู่ไกล ให้เราแซงไปทางขวา แต่เมื่อคุณจะเริ่มขึ้นแซง ก็ต้องดูจังหวะให้ดี เพราะบางครั้งรถที่กำลังสวนมาอาจวิ่งมาด้วยความเร็วสูง รถบรรทุกอาจกะระยะพลาดได้ รวมทั้งถ้าเขาเปิดไฟเลี้ยวซ้ายอยู่เลนปกติและชะลอความเร็ว แสดงว่ารถบรรทุกกำลังจะเลี้ยวซ้าย ก็ต้องดูให้ดีเช่นกันว่าจะแซงได้หรือไม่
    3.เปิดไฟเลี้ยวซ้ายสลับขวาถี่ๆ หลายครั้งขับตามรถบรรทุก จะพบว่าคันเปิดไฟเลี้ยวสลับซ้ายขวา โดยมากจะเกิดขึ้นตอนรถบรรทุกคันหน้าเบรก เป็นการเตือนว่าเบรกกะทันหัน ที่สำคัญยังห้ามไม่ให้คุณแซงขึ้นหน้า เพราะอาจมีอุบัติเหตุข้างหน้า หรือมีด่านตรวจข้างหน้า
    4.บีบแตร ขณะแซงขึ้นตีคู่ ไม่ต้องตกใจหรือมีอารมณ์โกรธ เพราะถือว่าเป็นการทักทายตามมารยาท เราอาจจะบีบแตรคืน 1 ที แสดงการขอบคุณ และเขาอาจจะบีบซ้ำมาอีกที แต่ก็ไม่ต้องบีบตอบแล้ว เพราะเป็นการทักทายเฉยๆ ขืนบีบแตรตอบกันไปมาไม่หยุด เดี๋ยวงานเข้า เพราะจากการทักทายจะกลายเป็นการท้าทาย
    5.กรณีขับสวนกันแล้วเห็นกะพริบไฟ อาจจะทีเดียวหรือกะพริบต่อเนื่อง แสดงว่าข้างหน้ามีด่านตรวจ โดยมากด่านอยู่ด้านไหนจะบอกสัญญาณไฟเลี้ยวเป็นบริการเสริมเข้ามา เช่น ถ้าสวนรถบรรทุกแล้วเปิดไฟขวา หมายความว่าด่านอยู่ทางซ้ายเรา แต่ปัจจุบันมักจะกะพริบไฟ 1 ที เป็นอันรู้กันว่ามีด่านข้างหน้า เตรียมลดความเร็วปรึกษาข้อราชการจากพี่ตำรวจได้เลย
    6.รถบรรทุกขับสวนมาดับแล้วเปิดไฟหน้า เตือนว่าอาจจะมีอุบัติเหตุด้านหน้าเรา ส่วนมากสัญญาณนี้จะถูกทำขึ้นในระยะไม่เกิน 500 เมตรจากจุดเกิดเหตุ ต้องระวังให้มาก หรืออาจจะกะพริบไฟ 3 ที ในเวลากลางวันเพื่อส่งสัญญาณก็เคยมี
    7.รถบรรทุกคันที่ 2 ขับตามรถคันหน้าที่กำลังสวนมา แล้วคันที่ 2 กะพริบไฟ ต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะหมายความว่าคันที่ 2 กำลังจะขอแซงคันหน้าที่กำลังสวนรถเรามา ถ้าเราเห็นแล้วเห็นว่าไม่สามารถหลบได้ ให้กะพริบไฟหรือบีบแตรตอบ เพื่อไม่ให้เขาออก แต่ถ้าคุณเห็นแล้วนิ่งเฉย ส่วนมาก "พี่ใหญ่" รถบรรทุกจะเบนหัวออกมาทันที หากเป็นเช่นนั้น คุณทำได้เพียงอย่างเดียวคือหลบให้เขาไปให้พ้น เหตุการณ์นี้ต้องระวังให้มาก
    ที่มา : นสพ.มติชน


  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด
    ภาษีใหม่ซัดเกรย์มาร์เก็ตชะลอ
    เกรย์มาร์เก็ตกระทบ 3 เด้ง ทั้งโครงสร้างภาษีใหม่ อัตราแลกเปลี่ยน ภาษีขายปลีก
    นายสมศักดิ์ ศรีรัตนประภาส ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบนซ์รามคำแหงกรุ๊ป (บีอาร์จี) ผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ (เกรย์มาร์เก็ต) เปิดเผยว่า ตลาดรถยนต์นำเข้าอิสระในปีหน้าจะได้รับผลกระทบจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การปรับโครงสร้างภาษีใหม่ที่ส่งผลต่อการขึ้นราคา อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศผันผวนสูง และการปรับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากราคาขายปลีก
    ทั้งนี้ ยกตัวอย่างการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2559 คาดว่าจะส่งผลให้รถยนต์รุ่นโตโยต้า อัลฟาร์ด และโตโยต้า เวลไฟร์ เครื่องยนต์ไฮบริดจากประเทศญี่ปุ่นอาจปรับราคาขึ้นอย่างน้อย 2.5 แสนบาท/คัน แต่ก็มีรถที่ราคาปรับลงมาด้วยคือ ปอร์เช่ คาเยนน์ รุ่น เครื่องยนต์ดีเซลและไฮบริดที่เดิมมีการเสียภาษีนำเข้าสูงสุด 328% ลดลงเหลือ 240%
    จากปัจจัยดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลให้ตลาดรวมชะลอตัวลง ขณะที่บริษัทเองมียอดขายรวมบริษัท 11 เดือน ของปีนี้อยู่ที่ 420 คัน ทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยทั้งปีนี้คาดว่าจะปิดตัวเลขอยู่ที่ 550 คัน เท่าปีก่อนเช่นกัน ซึ่งบริษัทได้เพิ่มความถี่จัดกิจกรรมทางการตลาดมากขึ้น เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ
    posttoday 23 พฤศจิกายน 2558 เวลา 07:15 น..... อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/auto/news/401092

  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด
    เมินผลิตรถตุนไม่คุ้มภาษีใหม่
    ส.อ.ท.ยัน ผู้ผลิตรถไม่เร่งสต๊อกรถ รับภาษีใหม่ปีหน้า เหตุต้นทุนเพิ่มขึ้นเพียง 2-3%
    นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ปี 2559 จะทำให้รถกระบะ รถพีพีวี และรถยนต์นั่งขนาดใหญ่มีราคาเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2-3% เนื่องจากโครงสร้างของภาษีใหม่จะคิดจากราคาหน้าโรงงาน แต่การที่ค่ายรถยนต์ต่างๆ จะผลิตเพื่อตุนให้ได้ราคาเดิมนั้นทำได้บางกรณี เพราะผู้ผลิตมีต้นทุนและต้องบริหารสต๊อกแตกต่างกัน แต่ ส่วนใหญ่จะต้องขายรถให้ได้ไม่เกิน 15 วัน
    “การเร่งผลิตเพื่อตุนสต๊อกนั้น ทำได้แค่บางกรณีเท่านั้น อย่างในช่วงปลายปีอาจจะมีการตุนเล็กน้อยเพื่อนำไปขายในต้นปีหน้า ซึ่งจะบริหารกำไรได้ดีกว่า แต่จะไม่ตุนล่วงหน้าจำนวนมากเหมือนโครงการรถยนต์คันแรกที่บรรดาค่ายรถต่างๆ เร่งผลิตจำนวนมาก เนื่องจากมองเห็นโอกาสทางการขายในช่วงเวลานั้น” นายสุรพงษ์ กล่าว
    ด้าน นายธนวัฒน์ คุ้มสิน นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ที่สำคัญของโลก โดยในปี 2555 อยู่ที่อันดับ 9 มีกำลังการผลิต 2.4 ล้านคัน ปี 2557 ผลิตเกือบ 2 ล้านคัน ส่งออก 1.1 ล้านคัน ขายในประเทศ 8.81 แสนคัน ส่วนปีนี้ขายในประเทศอยู่ที่ 7.5-8 แสนคัน ลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แต่ส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 1.2 ล้านคัน เนื่องจากความต้องการของยุโรปและสหรัฐอเมริกายังมีอยู่สูง
    ทั้งนี้ สมาคมเตรียมจัดประชุม OICA GENERAL ASSEMBLY 2015 ซึ่งเป็นการประชุมประจำปี 38 ประเทศ จัดขึ้นในไทย วันที่ 21-23 ต.ค.นี้ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศต่างๆ ซึ่งไฮไลต์การประชุม คือการบรรยายหัวข้อ The ASEAN region, its auto industry and free trade agreements การประชุมหัวข้อนี้จะมีสมาชิกร่วม 24 ประเทศ ส่วนใหญ่มาจากอุตสาหกรรมยานยนต์ชั้นนำจากยุโรป เอเชีย และอเมริกา.... อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/auto/news/393758

  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด
    เทคนิคพ่วงสายแบตอย่างไรให้สตาร์ทติดชัวร์!

    ปัญหาแบตเตอรี่หมดบางครั้งไม่ใช่เพราะแบตเตอรี่เสื่อมสภาพแล้วเท่านั้น แต่อาจเป็นเพราะเผลอลืมเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทิ้งเอาไว้ นานๆเข้าก็ทำให้แบตเตอรี่หมดได้เหมือนกัน ยิ่งหากคุณผู้อ่านขับรถเดินทางไกลช่วงปีใหม่ 2559 นี้แล้วล่ะก็ ต้องจำเทคนิคพ่วงแบตเหล่านี้เอาไว้ให้ดีครับ

    เราจะรู้ได้อย่างไรว่าแบตหมด?

         อาการแบตเตอรี่รถหมดนั้น สังเกตได้จาก 1.ระบบเซ็นทรัลล็อกไม่ทำงาน หรือทำงานช้ากว่าปกติ 2.เมื่อบิดกุญแจ (หรือกดปุ่มสตาร์ท) ไปที่ตำแหน่ง ON พบว่าไฟหน้าปัดหรี่กว่าปกติหรือไม่ติดเลย 3.เมื่อบิดสตาร์ทพบว่ามีเสียงดังแช๊ะถี่ๆออกมาจากห้องเครื่อง ไม่เหมือนกับเสียงสตาร์ทปกติ หรืออาจไม่มีเสียงใดๆเลย

         หากคุณเจออาการเหล่านี้ ฟันธงได้เลยว่า รถคุณจำเป็นต้องพ่วงแบตฯแน่นอนครับ

    วิธีการพ่วงแบตเตอรี่มีดังนี้

         1.ก่อนอื่นเราจะต้องมีสายพ่วงแบตเสียก่อน หากซื้อเป็นอุปกรณ์ติดรถเอาไว้ก็ดี แม้ไม่ได้ใช้งานเอง แต่ก็อาจเอาไว้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมถนนอื่นๆได้ยามจำเป็น และแน่นอนว่าจะต้องมีรถที่ใช้งานได้อยู่ด้วย เพื่อพ่วงแบตฯให้กับรถคันที่สตาร์ทไม่ติดนั่นเอง

         2.นำสายแดงหนีบด้านหนึ่งเข้ากับขั้วบวกของแบตเตอรี่คันที่แบตหมด แล้วจึงหนีบเข้ากับขั้วบวกของรถคันที่แบตดี

         3.นำสายดำหนีบด้านหนึ่งเข้ากับขั้วลบของแบตเตอรี่คันที่แบตดี แล้วจึงหนีบเข้ากับขั้วลบของคันที่แบตหมด (หรือหนีบกับหัวน็อตที่อยู่ในห้องเครื่องก็ได้)

         4.ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าของรถทั้งสองคันให้หมด ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า, ระบบแอร์, เครื่องเสียง ฯลฯ

         5.สตาร์ทเครื่องยนต์รถคันที่แบตดีทิ้งไว้ อาจเร่งเครื่องเล็กน้อยหากพ่วงกับรถที่ใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่กว่า เพราะกระแสไฟมีการกระชากรุนแรง

         6.สตาร์ทเครื่องยนต์รถคันที่แบตหมดตามปกติ เมื่อติดแล้วให้เร่งเครื่องประมาณ 2,000-3,000 รอบต่อนาที เพื่อปั่นกระแสไฟให้มากขึ้น ทำเช่นนี้ประมาณ 1 นาที แล้วจึงถอดสายแบต

    วิธีถอดสายพ่วงแบตที่ถูกต้อง

         ควรถอดสายพ่วงขั้วลบ (สีดำ) ของทั้งสองคันออกเสียก่อน แล้วจึงถอดสายขั้วบวก (สีแดง)


  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด
    หยุดด่วน! 5 พฤติกรรมอันตรายที่ทำร้ายรถคุณโดยไม่รู้ตัว
    รถยนต์ 1 คัน เกิดจากการประกอบชิ้นส่วนมากมายเข้าไว้ด้วยกันจากโรงงานผู้ผลิต ซึ่งต่างก็ต้องการการดูแลรักษาด้วยกันทุกชิ้น เพื่อให้รถสามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ไร้ปัญหาจุกจิกกวนใจ
    แต่ก็ยังมีผู้ขับขี่อีกหลายคนที่มีพฤติกรรมทำร้ายรถ (โดยไม่ตั้งใจ) ที่แม้จะไม่เห็นผลในระยะสั้น แต่อาจบั่นทอนอายุการใช้งานในระยะยาวอย่างแน่นอน จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันครับ
    1.ขับผ่านหลังเต่าโดยไม่ชะลอ
    Speed Hump หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า 'หลังเต่า' เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ลดความเร็ว เนื่องจากเป็นที่ชุมชน หรือในที่ที่จำเป็นต้องขับอย่างระมัดระวัง แต่ก็มีผู้ขับขี่หลายคนขับผ่านหลังเต่าโดยไม่ชะลอความเร็วเท่าที่ควร (หรืออาจไม่แตะเบรกเลยด้วยซ้ำ) ซึ่งมีผลต่อระบบช่วงล่างโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นช็อคอัพ, สปริง, ลูกหมาก, ปีกนก, แร็ค, ยอยพวงมาลัย ฯลฯ ที่จะต้องรับแรงกระแทกมากกว่าที่ควรจะเป็น
    ทั้งนี้ ยังรวมไปถึงขณะขับผ่านทางขรุขระ, ฝาท่อ, คอสะพาน ฯลฯ หากใช้ความเร็วเหมาะสมเคลื่อนผ่านสิ่งเหล่านี้ ก็จะช่วยยืดระยะเวลาการเปลี่ยนชิ้นส่วนช่วงล่างได้เป็นอย่างดี
    2.สตาร์ทรถไม่ปิดแอร์
    แม้ว่ารถยนต์ในปัจจุบันจะตัดการทำงานของระบบไฟในรถ รวมถึงพัดลมแอร์ลงชั่วคราวขณะที่มีการสตาร์ทเครื่องยนต์ แต่การเปิดแอร์ทิ้งเอาไว้ จะทำให้คอมเพรสเซอร์แอร์เริ่มทำงานทันทีหลังจากเครื่องยนต์สตาร์ทติด ซึ่งเป็นช่วงที่รอบเครื่องยนต์พุ่งขึ้นสูง เนื่องจากต้องเพิ่มแรงดันน้ำมันไปหล่อเลี้ยงชิ้นส่วนต่างๆ ทำให้มีการกระชากของคอมเพรสเซอร์แอร์ ส่งผลให้มีอายุการใช้งานสั้นลง
    3.จอดรถบนทางลาดชันเป็นประจำ
    คนใช้รถเกียร์ออโต้จะทราบกันดีอยู่แล้วว่า การจอดรถบนทางลาดชันด้วยเกียร์ P จะทำให้รถไม่ไหล แต่รู้ไหมว่าชิ้นส่วนที่ต้องรับภาระน้ำหนักรถก็คือสลักล็อคเกียร์ชิ้นเล็กๆเท่านั้น จะสังเกตได้ว่าหากจอดรถบนทางชัน เมื่อดึงคันเกียร์จากตำแหน่ง P มาเป็นเกียร์ R จะมีเสียงดัง กึก ออกมาจากชุดเกียร์ ซึ่งเกิดจากการขัดกันของสลักอย่างรุนแรงนั่นเอง
    ทางที่ดีหากจำเป็นต้องจอดรถบนทางลาดชัน ให้จอดรถจนนิ่งสนิทเรียบร้อย แล้วจึงดึงเบรกมือขึ้นจนสุดก่อนเท้าจะปล่อยแป้นเบรก จากนั้นค่อยๆปล่อยเบรกเพื่อให้แน่ใจว่ารถไม่ไหลแล้ว จึงค่อยเหยียบเบรกอีกครั้งแล้วใส่เกียร์ P เป็นอันจบขั้นตอนบำรุงรักษาเกียร์แบบง่ายๆ ที่ควรทำให้เป็นนิสัย
    4.เร่งเครื่องรุนแรงขณะเครื่องยนต์เย็น
    โดยปกติแล้วหากเครื่องยนต์ดับลง น้ำมันเครื่องจะไหลลงไปรวมกันในอ่างน้ำมันเครื่องด้านล่าง ดังนั้น เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ตอนเช้าๆ รอบเครื่องยนต์จะพุ่งขึ้นสูงกว่าปกติ เพื่อให้น้ำมันเครื่องขึ้นไปหล่อลื่นตามชิ้นส่วนต่างๆในห้องเครื่องได้อย่างทั่วถึง
    ดังนั้น หากเพิ่งสตาร์ทรถใหม่ๆ จึงไม่ควรเร่งเครื่องอย่างรุนแรงในทันที เพราะจะทำให้ชิ้นส่วนเครื่องยนต์สึกหรอเร็วกว่าปกติ
    5.คิกดาวน์บ่อยพังทั้งเครื่องทั้งเกียร์
    การ 'คิกดาวน์' ก็คือการเพิ่มความเร็วด้วยการกดคันเร่งจนมีการทดอัตราเกียร์ต่ำลง (เช่น เกียร์ 4 ไปเกียร์ 3) ซึ่งจะช่วยเรียกพละกำลังของรถให้เพิ่มมากขึ้น ใช้สำหรับการเร่งแซง หรือจังหวะที่ต้องเพิ่มความเร็วแบบทันทีทันใด แต่บรรดาขาซิ่งใจร้อนที่ชอบคิกดาวน์บ่อยๆ รู้หรือไม่ว่านั่นทำให้เกียร์อัตโนมัติกลับบ้านเก่าเร็วกว่าปกติ
    เนื่องจากการคิกดาวน์จะทำให้มีการสลับเฟืองเกียร์ด้วยแรงบิดที่สูงกว่าปกติ ก่อให้เกิดอาการเกียร์กระชาก ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดความเสียหายต่อชุดเกียร์ได้มากขึ้น แม้แต่เกียร์ระบบ CVT ที่ใช้สายพานเป็นชุดขับเคลื่อนก็เช่นกัน ดังนั้น หากไม่จำเป็นก็ไม่ต้องคิดดาวน์บ่อยๆ แถมยังช่วยรักษาเครื่องยนต์และประหยัดน้ำมันขึ้นด้วย
    รู้แบบนี้แล้วเราหันกลับมาดูแลรถที่เรารักกันเถอะครับ
    http://auto.sanook.com/48323/




    Tags:
     



    Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10