ซองรีโมทรถ หนังแท้

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด
    เพิ่มโทษ "ไม่มี" ใบขับขี่ จำคุก 3 เดือน - ปรับ 50,000 บาท

    กรมการขนส่งทางบก เตรียมแก้กฎหมายจัดระเบียบใบขับขี่ โดยจะเพิ่มโทษหนักกับผู้ขับรถไม่มีใบขับขี่ จำคุก 3 เดือน และปรับไม่เกิน 50,000 บาท ส่วนกรณีต่ออายุใบขับขี่ จะต้องผ่านการอบรมทุกครั้ง ส่วนผู้สูงอายุต้องตรวจสุขภาพ เพื่อประเมินความสามารถในการขับขี่ด้วย

    เมื่อวานนี้ (20 ส.ค.2561) นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมการขนส่งทางบก กำลังบูรณาการกฎหมาย 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.รถยนต์ และ พ.ร.บ.ขนส่งทางบก เข้าด้วยกัน เพื่อให้เป็นกฎหมายเดียวง่ายต่อการกำกับดูแล รวมทั้งเร่งปรับปรุงรายละเอียดของกฎหมายให้ทันสมัย และสอดคล้องกับพฤติกรรมการขับขี่ของผู้ใช้รถใช้ถนนให้มากขึ้น

    สำหรับร่างกฎหมายฉบับแก้ไข ขณะนี้ผ่านความเห็นชอบของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งหากผ่านการพิจารณาแล้ว จะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา และเมื่อประกาศครบ 1 ปี จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ

    การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ ได้ปรับเพิ่มบทลงโทษผู้ขับขี่ที่กระทำผิด ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยลดอุบัติเหตุ และความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ โดย พ.ร.บ.รถยนต์ เสนอปรับเพิ่มโทษสำคัญใน 3 มาตรา คือมาตรา 64 ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต เสนอปรับเพิ่มโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท จากเดิม จำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท

    มาตรา 65 ขับรถในระหว่างใบอนุญาตสิ้นอายุ ถูกพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาต หรือถูกยึดใบอนุญาต เพิ่มโทษจำคุก คือจำคุกไม่เกิน 3 เดือน โทษปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท จากเดิมลงโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และมาตรา 66 ขับรถโดยไม่แสดงใบอนุญาต ตามกฎหมายเดิมปรับไม่เกิน 1,000 บาท แต่ตามกฎหมายใหม่เสนอให้ปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท

    มีรายงานด้วยว่า ในกฎหมายใหม่ มีมาตรการเข้มงวด เพื่อคัดกรองในการออกใบอนุญาตขับขี่ และต้องพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตนั้นได้ทันที เมื่อกระทำผิดตามเงื่อนไขที่กำหนด ส่วนการต่ออายุใบอนุญาตขับรถต้องอบรมทุกครั้ง อีกทั้งผู้สูงอายุเมื่อถึงเกณฑ์อายุระดับหนึ่ง จะต้องตรวจสุขภาพ เพื่อประเมินความสามารถในการขับขี่ด้วย

    นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า กฎหมายฉบับใหม่ จะเพิ่มเติมข้อกำหนดในอีกหลายหมวด เช่น หมวดการประกอบการขนส่งโดยรถแท็กซี่ หรือรถบริการ หมวดสถานีขนส่ง หมวดการขนส่งโดยรถจักรยานยนต์สาธารณะ และหมวดยานพาหนะทางบกอื่น เช่น รถจักรยาน

    thai pbs

  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด
    สินเชื่อรถยนต์ ให้ยอดสุง 120% รถผ่อนอยู่ก็ทำได้

    ให้สินเชื่อรถแลกเงินรถยังผ่อนอยู่ก็กู้ได้ ไม่ต้องจอดรถ
    อยากได้เงินสด อยากลดค่างวด อยากย้ายไฟแนนซ์เราทำให้ได้
    อยู่ ตจว ก็ทำได้ อาชีพอิสระก็ทำได้
    รับรถบรรทุก รถบ้าน และรถตู้ป้ายเหลืองก็ทำได้
    เอกสารไม่ยุ่งยาก ขันตอนไม่ยุ่งยาก อนุมัติไว ได้เงินเร็ว

    คุณสมบัติของผู้สมัคร
     
      - สมัครง่าย ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือผู้ค้ำประกัน
      - ผ่อนนาน 12-72 เดือน
      - อายุ 20- 60 ปี
      - สัญชาติไทย

    เอกสาร
    1. สำเนาบัตรประชาชน
    2. สำเนาทะเบียนบ้าน
    3. สำเนาบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน
    4. สลิบเงินเดือน(เดือนล่าสุด)หรือ หนังสือรับรองเงินเดือนก็ได้
    5. สำเนาทะเบียนรถ
    6. แผนที่บ้าน และ ที่ทำงาน

    เอกสารครบ รู้ผลเลย รับเงิน ภายใน 3-7 วันทำการ

    สนใจสมัคร คลิกที่นี่

    http://www.d-credit.com

    LINE ID : d-credit
    0832996658

  • Topic Author
  • *

    d-credit

    • **
    • 93
    • 0
    • สาวกมิตซูบิชิ
      • ดูรายละเอียด
    Re: สินเชื่อรถยนต์ ให้ยอดสุง 120% รถผ่อนอยู่ก็ทำได้
    « ตอบกลับ #92 เมื่อ: กันยายน 28, 2018, 06:50:09 PM »
    ลมยางรถยนต์ควรเติมเท่าไหร่จึงจะดีที่สุด?

    การเติมลมยางรถเก๋งทั่วไป ควรเติมเท่าไหรจึงจะเหมาะสมที่สุด?

    ลมยางรถยนต์เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ไม่ควรมองข้ามโดยเด็ดขาด เพราะแรงดันลมยางที่อ่อนหรือแข็ง ส่งผลต่อสมรรถนะการขับขี่อย่างรู้สึกได้ และยังมีผลต่อความปลอดภัยขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงอีกด้วย

    แรงดันลมยางที่เหมาะสมสำหรับรถเก๋งทั่วไป ล้อหน้าและล้อหลังควรมีแรงดันลมยางอยู่ที่ 30-32 PSI (ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) สำหรับการใช้งานปกติ แต่หากต้องบรรทุกผู้โดยสารเต็มอัตรา 5 ที่นั่ง พร้อมสัมภาระท้ายรถ ควรเพิ่มแรงดันล้อหน้าเป็น 33-35 PSI และล้อหลังควรเพิ่มเป็น 37-39 PSI เพื่อรับกับน้ำหนักบรรทุกที่เพิ่มขึ้นมา

    ส่วนรถกระบะควรเติมลมยางมากกว่ารถเก๋งปกติ โดยหากไม่มีสิ่งของบรรทุกควรมีแรงดันอยู่ที่ 36-38 PSI และล้อหลังอยู่ที่ 40-42 PSI หากมีน้ำหนักบรรทุกด้านท้ายควรเพิ่มลมยางล้อหลังขึ้นเป็น 49-51 PSI เพื่อป้องกันรถยางระเบิดหากขับขี่ด้วยความเร็วสูง

    ทั้งนี้ หากเติมลมยางมากจนเกินพอดี จะลดประสิทธิภาพการเกาะถนนของยาง และทำให้ช่วงล่างแข็งกระด้างมากขึ้น แต่หากเติมลมยางน้อยเกินไป หรือปล่อยให้ยางอ่อน จะเสี่ยงต่อยางระเบิดขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงได้ครับ

    ทางที่ดีควรหมั่นเช็คลมยางอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และสังเกตอาการรั่วซึมอยู่เสมอเพื่อความปลอดภัยครับ

    Tags:
     



    Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10